พวกเรายังมีปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและมอบหมายงานแก่พนักงานหรือไม่? ยังมีความไม่ลงตัวของการมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำแต่คุณภาพไม่ได้ดั่งใจคุณรึเปล่า? และผู้บริหารส่วนใหญ่แก้ปัญหาความไม่ลงตัวนี้อย่างไร? โดยการแบ่งงานเป็นส่วยย่อยๆกระจายให้พนักงานช่วยกันทำ แต่ไม่วายต้องมารวมงานเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของงานที่หัวหน้าอยู่ดี เท่ากับว่าทั้งบริษัทมีคนทำงานเป็นอยู่ไม่กี่คน นี่ใช่คอนเซปท์การมอบหมายงานที่ควรเป็นหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่แล้วเราจะทำอย่างไรกับปัญหานี้ เพราะถ้าเราทำได้ เราจะมีชีวิตการทำงานอย่างที่เราฝันจะมี สามารถทำงานได้เยอะโดยยังคงรักษาคุณภาพของงานไว้ได้ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่เสียเศษ โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งเฝ้าด้วยตัวเอง มีเวลาดูแลคุณภาพชีวิตของตนเอง มีเวลาอยู่กับครอบครัว มีเวลา... ฯลฯ
โจทย์คือ ทำอย่างไรให้คนที่ทำงานแทนเราสามารถพิจารณาตัวแปรของปัญหาและตัดสินใจได้เสมือนว่าเราไปรู้สถานการณ์และตัดสินใจที่หน้างานด้วยตัวเอง หากแต่เป็นว่าคนทำงานตัดสินใจไปก่อนแล้วจึงรายงานให้เรารับรู้ในการประชุมประจำวันหรือสัปดาห์ การที่จะทำดังนั้นได้ หัวหน้างานต้องถ่ายทอด “วิธีคิดและแนวทางการทำงาน” ของตนให้คนทำงาน ไม่ใช่ “วิธีทำงาน” เพราะถ้าสั่งงานแบบละเอียดทุกขั้นตอนจะเป็นการสร้างคนทำงานได้ แต่ไม่ได้สร้างคนทำงานเป็น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นมากต่อการขยายงานและขยับหัวหน้างานขึ้นไปเป็นผู้บริหารมากขึ้นๆ ถ้าแก้แต่ปัญหาเฉพาะหน้าในงาน แต่ไม่ได้สร้างคนทำงานเป็น เราจะต้องจมอยู่กับงานประจำมากกว่าการมองทิศทางเพื่อนำพาองค์กรไปสู่ยอดคลื่นของธุรกิจ
แต่มิได้หมายความถึงหัวหน้างานจะต้องปลีกตัวออกจากงานใดงานหนึ่งหรือทั้งหมดของงาน อยากใช้ตัวอย่างของร้านอาหารในการทำประเด็นนี้ให้ชัด การที่เจ้าของร้านอาหารทำอาหารไม่เป็นเลยหรือทำอาหารเก่งมากจนอยู่แต่ในครัว ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ร้านประสบความสำเร็จ แต่เจ้าของร้านต้องสร้างสมดุลย์ระหว่างการทำอาหารที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องกราบกรานกุ๊กกับการดูแลส่วนอื่นๆของร้านที่จะทำให้ลูกค้าติดใจร้านและบอกต่อกันไป รวมถึงการจัดการด้านบัญชี การตลาด ฯลฯ
ถ้าเราเป็นเจ้าของร้านอาหารนี้ เราจะทำอย่างไร? เราต้องทำงานแบบ “เอื้อมถึง” งานในทุกๆส่วน ไม่ว่าจะเป็น การจ่ายตลาดที่จะได้วัตถุดิบที่สด มีคุณภาพ และราคาสมเหตุสมผล (คือการที่เรารู้จักฤดูกาลของวัตถุดิบ รู้จักเจ้าของร้านแหล่งวัตถุดิบ และรู้ราคาที่ขึ้นลง) การควบคุมคุณภาพและรสชาติของอาหารโดยมีกุ๊กและผู้ช่วยในครัวเป็นคนทำและมีเราเป็นคนให้ข้อมูลในวงจรป้อนกลับ (ซึ่งก็คือ เราต้องทำอาหารเป็นเองด้วย แต่ไม่ต้องเก่งที่สุดในครัว) การทำบัญชีและระบบที่ถูกต้อง โดยมีนักบัญชีเป็นคนทำแต่เราก็ต้องอ่านงบการเงินเป็นและรู้กฏหมายภาษีบ้างเพื่อทักท้วงสิ่งที่อาจถูกมองข้าม และต้องเอื้อมถึงงานทุกๆอย่างที่ประกอบกันเป็นร้านอาหารด้วยตัวเราเอง เป็นการทำงานเองทั้งหมด แต่ไม่ทำทั้งหมดของงานด้วยตัวเอง
หน้าที่ของหัวหน้างานคือการสร้างลูกทีมที่ทำงานเป็นในองค์กร สร้างเป็นลำดับขั้นลงไปเรื่อยๆ จากระดับบนสุดจนถึงล่างสุด โดยการตั้งคำถามที่ถูกเพื่อให้คนทำงานสามารถเชื่อมโยงความจริงของหน้างานเข้ากับความจริงของบริษัท เข้ากับความจริงของธุรกิจ เข้ากับความจริงของโลก จนถึงความจริงของธรรมชาติและความจริงแท้ภายในของตนเอง ผู้นำที่จะทำเช่นนี้ได้ ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงปรัชญาการสร้างคนที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาเรื่องความไม่ลงตัวของการทำงานได้สิ้นเชิง เป็นการทำงานทั้งมิติของงานและมิติของคนในเวลาเดียวกันแบบองค์รวม


