คงมีเพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทย ที่เริ่มต้นธุรกิจครอบครัวจากเสื่อผืนหมอนใบ จนเติบใหญ่มาเป็น กลุ่มบริษัทในเครือ เป็นบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศ และถ้าเพิ่มข้อจำกัดที่ว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องยังคงแน่นแฟ้นด้วยละก็ คงสามารถนับบริษัทเหล่านั้นได้ด้วยนิ้วในมือเพียงข้างเดียวของเรา และหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มเซ็นทรัลของตระกูล “จิราธิวัฒน์"
จุดเริ่มต้นของกลุ่มเซ็นทรัลที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เกิดจากคุณปู่เตียง ที่พาลูกชายวัย 2 ขวบคือคุณ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ล่องเรือจากโพ้นทะเลอพยพมาเมืองไทย คุณปู่เตียงกับคุณสัมฤทธิ์เริ่มสร้างกลุ่มเซ็นทรัลจากการซื้อหนังสือแมกกาซีนเหลือขายจากต่างประเทศแบบชั่งตามน้ำหนักมากระจายตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และเพราะความใฝ่รู้ คุณสัมฤทธิ์ศึกษาเทรนด์สินค้าจากโฆษณาในนิตยสารและสั่งสินค้าต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย เกิดเป็น “ห้างเซ็นทรัล” เมื่อ 60 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2493) ซึ่งตอนนี้ทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวกำลังบริหาร 5 กลุ่มธุรกิจในเครือในรูปแบบธุรกิจกงสีที่โตแล้วไม่แตกหากเราถอดบทเรียนของการเติบโตทางธุรกิจแบบครอบครัวไม่แตกของกลุ่มเซ็นทรัล จะเห็นว่าผู้ก่อตั้งได้ทำโครงสร้างการบริหารธุรกิจและบ่มเพาะรากเหง้าของสายเลือดไปพร้อมกัน โครงสร้างทางการบริหารก็เช่นการจัดหมวดหมู่ธุรกิจเป็น 5 กลุ่มที่เกื้อหนุนและอิงอาศัยกันเติบโต การให้ลูกหลานสลับเปลี่ยนการเรียนรู้งานข้ามกลุ่มธุรกิจและเริ่มต้นจากเด็กฝึกงานเพื่อเรียนรู้งานองค์รวมพร้อมฝึกวิธีการทำงานร่วมกับญาติหลากหลายสไตล์การทำงาน และการกำหนดวาระ 4 ปีของการตำรงตำแหน่งของผู้บริหารที่มีบอร์ดประเมินผลงานเพื่อพิจารณาต่ออายุหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามความเหมาะสม ที่ไม่ปิดโอกาสการเข้ามาของมืออาชีพจากคนนอกครอบครัว
การบ่มเพาะความเป็นรากเหง้าก็เช่นการเล่าประวัติของบรรพบุรุษที่ใช้ความมัธยัสถ์เป็นวิถีการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เช่นปู่เตียงสอนให้เลือกกินก๋วยเตี๋ยวน้ำเพราะได้ปริมาณมากกว่า กินได้อิ่มกว่าก๋วยเตี๋ยวแห้ง และการใช้เงินทุกสตางค์ต้องมีเหตุผล 1 สตางค์ที่ประหยัดได้ก็คือ 1 สตางค์ที่หาได้ การตั้งสภาครอบครัวที่ดูแลและเคารพในกันและกัน(ทั้งเด็กเคารพผู้ใหญ่และผู้ใหญ่เคารพเด็ก) ทำให้การผสมผสานระหว่างความคิดร่วมสมัยและประสบการณ์ชีวิตธุรกิจเกิดขึ้นได้ และนี่คือหัวใจของการส่งต่อธุรกิจกงสีจากรุ่นสู่รุ่นได้สำเร็จ
เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวแล้วจะเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นจุดเป็นจุดตายของขบวนการสืบทอด เช่น ระบบการฝึกลูกหลานผ่านการทำงานจริงเพื่อเรียนรู้วิถีการทำงานของครอบครัว การสั่งสมวิธีคิดที่ศัทธาความเป็นสายเลือดเดียวกันย่อมปรับตัวเข้าหากันและกันได้ โดยไม่คิดสั้นแก้ปัญหาด้วยการแบ่งสายธุรกิจให้แต่ละสายของลูกหลานดูแลแบบแยกส่วน การเชื่อมั่นความสามารถของลูกหลานที่รับช่วงต่อธุรกิจในรูปแบบการทำงานของพวกเขาโดยรับเอาวิธีคิดของครอบครัวเป็นแกนหลัก และการเคารพความเป็นปัจเจกของลูกหลานที่มีความสนใจอื่นในชีวิตที่ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวด้วยการมีสวัสดิการ เงินปันผล การรักษาพยาบาล และการเกษียณอายุ รายละเอียดเหล่านี้คือการหล่อเลี้ยงความรู้สึกผูกพันธ์กันภายในครอบครัวที่ครอบคลุมทั้งมิติธุรกิจและมิติสายเลือดในเวลาเดียวกัน
ศิลปะของการสืบทอดธุรกิจกงสีคือ การสร้างความเป็นธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่สร้างธุรกิจของครอบครัว และ การสืบต่อสายธารของหลักคิดการทำธุรกิจของครอบครัว ไม่ใช่แค่วิธีทำธุรกิจของครอบครัว สายธารของหลักคิดนี้เปรียบเหมือน DNA ที่สืบทอดทางพันธุกรรมของสายเลือด เพียงแต่เป็น DNA ขององค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย เพราะฉนั้น ผู้ก่อตั้งจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า เรากำลังสืบทอด “ความเป็นองค์กร” ที่มีรากเหง้าของครอบครัว ไม่ใช่ “ตัวธุรกิจ” ให้ทายาทของเรา
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติ การเห็นธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติเป็นพื้นฐานของการทำทุกสิ่ง จากการถอดบทเรียนความสำเร็จของครอบครัวธุรกิจ “จิราธิวัฒน์” ทำให้เห็นตัวอย่างของการเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจและธรรมชาติของสายเลือดตัวเองของคนรุ่นก่อตั้ง จนเกิดเป็นการผสมผสาน “ธุรกิจ” เข้ากับ “ครอบครัว” อย่างไร้ตะเข็บรอยต่อ จึงสามารถถักเกลียวความเป็นครอบครัวให้เข้ากับธุรกิจได้อย่างเหนียวแน่น กลายเป็นเชือกที่ฝั้นกันอย่างแข็งแรง จึงจะเป็นศิลปะการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่งดงามได้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น