วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ศิลปะการสืบทอดธุรกิจครอบครัว ที่ยังคงความเป็นครอบครัวให้อยู่ในธุรกิจได้

    คงมีเพียงไม่กี่บริษัทในประเทศไทย ที่เริ่มต้นธุรกิจครอบครัวจากเสื่อผืนหมอนใบ จนเติบใหญ่มาเป็น กลุ่มบริษัทในเครือ เป็นบริษัทระดับแนวหน้าของประเทศ และถ้าเพิ่มข้อจำกัดที่ว่า ความสัมพันธ์ในครอบครัวต้องยังคงแน่นแฟ้นด้วยละก็ คงสามารถนับบริษัทเหล่านั้นได้ด้วยนิ้วในมือเพียงข้างเดียวของเรา และหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มเซ็นทรัลของตระกูล “จิราธิวัฒน์"


    จุดเริ่มต้นของกลุ่มเซ็นทรัลที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ เกิดจากคุณปู่เตียง ที่พาลูกชายวัย 2 ขวบคือคุณ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ล่องเรือจากโพ้นทะเลอพยพมาเมืองไทย คุณปู่เตียงกับคุณสัมฤทธิ์เริ่มสร้างกลุ่มเซ็นทรัลจากการซื้อหนังสือแมกกาซีนเหลือขายจากต่างประเทศแบบชั่งตามน้ำหนักมากระจายตามร้านหนังสือใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ และเพราะความใฝ่รู้ คุณสัมฤทธิ์ศึกษาเทรนด์สินค้าจากโฆษณาในนิตยสารและสั่งสินค้าต่างประเทศเข้ามาขายในประเทศไทย เกิดเป็น “ห้างเซ็นทรัล” เมื่อ 60 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2493) ซึ่งตอนนี้ทายาทรุ่นที่ 3 ของครอบครัวกำลังบริหาร 5 กลุ่มธุรกิจในเครือในรูปแบบธุรกิจกงสีที่โตแล้วไม่แตก
    
    
    หากเราถอดบทเรียนของการเติบโตทางธุรกิจแบบครอบครัวไม่แตกของกลุ่มเซ็นทรัล จะเห็นว่าผู้ก่อตั้งได้ทำโครงสร้างการบริหารธุรกิจและบ่มเพาะรากเหง้าของสายเลือดไปพร้อมกัน โครงสร้างทางการบริหารก็เช่นการจัดหมวดหมู่ธุรกิจเป็น 5 กลุ่มที่เกื้อหนุนและอิงอาศัยกันเติบโต การให้ลูกหลานสลับเปลี่ยนการเรียนรู้งานข้ามกลุ่มธุรกิจและเริ่มต้นจากเด็กฝึกงานเพื่อเรียนรู้งานองค์รวมพร้อมฝึกวิธีการทำงานร่วมกับญาติหลากหลายสไตล์การทำงาน และการกำหนดวาระ 4 ปีของการตำรงตำแหน่งของผู้บริหารที่มีบอร์ดประเมินผลงานเพื่อพิจารณาต่ออายุหรือปรับเปลี่ยนตำแหน่งตามความเหมาะสม ที่ไม่ปิดโอกาสการเข้ามาของมืออาชีพจากคนนอกครอบครัว
    การบ่มเพาะความเป็นรากเหง้าก็เช่นการเล่าประวัติของบรรพบุรุษที่ใช้ความมัธยัสถ์เป็นวิถีการดำเนินชีวิตและธุรกิจ เช่นปู่เตียงสอนให้เลือกกินก๋วยเตี๋ยวน้ำเพราะได้ปริมาณมากกว่า กินได้อิ่มกว่าก๋วยเตี๋ยวแห้ง และการใช้เงินทุกสตางค์ต้องมีเหตุผล 1 สตางค์ที่ประหยัดได้ก็คือ 1 สตางค์ที่หาได้   การตั้งสภาครอบครัวที่ดูแลและเคารพในกันและกัน(ทั้งเด็กเคารพผู้ใหญ่และผู้ใหญ่เคารพเด็ก) ทำให้การผสมผสานระหว่างความคิดร่วมสมัยและประสบการณ์ชีวิตธุรกิจเกิดขึ้นได้ และนี่คือหัวใจของการส่งต่อธุรกิจกงสีจากรุ่นสู่รุ่นได้สำเร็จ
    เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดของการสืบทอดธุรกิจครอบครัวแล้วจะเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นจุดเป็นจุดตายของขบวนการสืบทอด เช่น ระบบการฝึกลูกหลานผ่านการทำงานจริงเพื่อเรียนรู้วิถีการทำงานของครอบครัว การสั่งสมวิธีคิดที่ศัทธาความเป็นสายเลือดเดียวกันย่อมปรับตัวเข้าหากันและกันได้ โดยไม่คิดสั้นแก้ปัญหาด้วยการแบ่งสายธุรกิจให้แต่ละสายของลูกหลานดูแลแบบแยกส่วน การเชื่อมั่นความสามารถของลูกหลานที่รับช่วงต่อธุรกิจในรูปแบบการทำงานของพวกเขาโดยรับเอาวิธีคิดของครอบครัวเป็นแกนหลัก และการเคารพความเป็นปัจเจกของลูกหลานที่มีความสนใจอื่นในชีวิตที่ไม่ใช่ธุรกิจของครอบครัวด้วยการมีสวัสดิการ เงินปันผล การรักษาพยาบาล และการเกษียณอายุ รายละเอียดเหล่านี้คือการหล่อเลี้ยงความรู้สึกผูกพันธ์กันภายในครอบครัวที่ครอบคลุมทั้งมิติธุรกิจและมิติสายเลือดในเวลาเดียวกัน 
    ศิลปะของการสืบทอดธุรกิจกงสีคือ การสร้างความเป็นธุรกิจครอบครัว ไม่ใช่แค่สร้างธุรกิจของครอบครัว และ การสืบต่อสายธารของหลักคิดการทำธุรกิจของครอบครัว ไม่ใช่แค่วิธีทำธุรกิจของครอบครัว สายธารของหลักคิดนี้เปรียบเหมือน DNA ที่สืบทอดทางพันธุกรรมของสายเลือด เพียงแต่เป็น DNA ขององค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวด้วย เพราะฉนั้น ผู้ก่อตั้งจะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า เรากำลังสืบทอด “ความเป็นองค์กร” ที่มีรากเหง้าของครอบครัว ไม่ใช่ “ตัวธุรกิจ” ให้ทายาทของเรา
    ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติ การเห็นธรรมชาติและเข้าใจธรรมชาติเป็นพื้นฐานของการทำทุกสิ่ง จากการถอดบทเรียนความสำเร็จของครอบครัวธุรกิจ “จิราธิวัฒน์” ทำให้เห็นตัวอย่างของการเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจและธรรมชาติของสายเลือดตัวเองของคนรุ่นก่อตั้ง จนเกิดเป็นการผสมผสาน “ธุรกิจ” เข้ากับ “ครอบครัว” อย่างไร้ตะเข็บรอยต่อ จึงสามารถถักเกลียวความเป็นครอบครัวให้เข้ากับธุรกิจได้อย่างเหนียวแน่น กลายเป็นเชือกที่ฝั้นกันอย่างแข็งแรง จึงจะเป็นศิลปะการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่งดงามได้

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การทำงานผ่าน"คน" ผู้นำในฐานะครูขององค์กร

ในบทความที่แล้วเราคุยถึงเรื่องการสร้างคนทำงาน โดยที่แผกบุคคลต้องไม่มีหน้าที่แค่หาคนมาใส่ตำแหน่งที่ขาด แต่ต้องเป็นแผนกพัฒนาบุคคลด้วย และวิธีคิดของหัวหน้างานต้องปรับเป็นแบบวิธีโค้ชของทีมฟุตบอลที่ต้องไม่ลงไปล้วงลูกมาเตะเอง หากแต่พัฒนาความสามารถนักเตะให้สร้างผลงานให้ได้
เมื่อมาวิเคราะห์ดูแล้ว โค้ชในบริษัทก็คือ ครู+หัวหน้างาน นั่นเอง แต่คำว่าครูในที่นี้เราต้องมาตีความกันอย่างลึกซึ้งและดูตัวอย่างจากคนที่มี “ความเป็นครู” ไม่ใช่คนที่มีอาชีพครูเพียงอย่างเดียว  ความเป็นครูที่แท้นั้น ไม่ได้สอนเฉพาะในส่วนเนื้อหาความรู้เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผู้นำทางที่ถือตะเกียงส่องทางในด้านการเติบโตทางจิตวิญญาณและการเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วย 


    ครูที่แท้สร้างคนให้แก่สังคม เราอาจมีข้อแย้งในใจว่า พอเราสร้างคนให้เก่งได้แล้วเดี๋ยวเขาก็ออกไปจากเรา แล้วจะเสียเวลาและทรัพยากรทำไม? ข้อนี้ต้องขอตอบว่า ถ้าเราสร้างคนได้ถูกวิธี คนจะไม่เคยออกไปจากชีวิตเรา 

ตรงนี้อาจฟังดูเป็นอุดมคติจนไม่สามารถทำจริงได้ แต่อยากให้เราลองหลับตานึกย้อนไปในชีวิตเราว่า มีผู้มีพระคุณท่านใดที่หากคุณทราบว่าท่านผู้นั้นต้องการความช่วยเหลือ คุณจะกุลีกุจอทำให้เต็มความสามารถและกำลังโดยไม่ลังเลเลยหรือไม่? นั่นคือสิ่งที่ผมกำลังพูดถึงว่า ถ้าเราสร้างคนได้ถูกวิธี คนจะไม่เคยออกไปจากชีวิตเรา คนที่เราสร้างนั้นอาจจะไม่ทำงานให้เราตลอดไปเพราะเขามีโอกาสเติบโตก้าวหน้าในชีวิตของเขา เราก็จะยินดีและสนับสนุนการเติบโตของเขาด้วยซ้ำ เหมือนผู้มีพระคุณของท่านที่ยินดีกับความสำเร็จของคุณเช่นกัน และคนที่คุณได้สร้างขึ้นมานั้นจะไม่ออกไปจากชีวิตคุณ เพราะคุณได้สร้างการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณกับเขาไว้แล้ว

ครูที่แท้ ก่อนจะสั่งสอนจะเชื่อมต่อกับศิษย์ด้วยความรัก ความเมตตา และความเอาใจใส่ก่อนเสมอ เพราะท่านรู้ว่าหลังจากเกิดการเชื่อมต่อนี้แล้วเท่านั้นที่ประตูใจของศิษย์จึงจะเปิดรับการสั่งสอน 
(ลอง youtube ครูสมพรสอนลิง ดูครับ) ในบริษัท องค์กรก็เช่นกัน หัวหน้างานต้องสร้างการเชื่อมต่อนี้กับคนทำงานด้วย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ ความเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารก็เป็นเพียงแต่ตำแหน่งปลอมๆ ที่สมมุติขึ้นเท่านั้น มีแต่พระเดชไว้ลงโทษแต่ไม่มีพระคุณไว้ยึดเหนี่ยวหัวใจ

ครูขององค์กรนี้ต้องทำหน้าที่ตั้งคำถามที่ถูก(ขอเน้นว่าตั้งคำถาม..ไม่ใช่สอน)เพื่อเชื่อมโยงคนทำงานเข้ากับความเป็นจริงในโลกภายนอก เปรียบเหมือนสะพานที่เชื่อมพรมแดนของศักยภาพเดิมของคนทำงานกับความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด และคำถามที่ถูกนี้จะขยายศักยภาพของเขาออกแบบผลิบานจากข้างใน ร่วมกับการบ่มเพาะฉันทะ คือความสนใจใฝ่รู้และความมุ่งมั่นที่จะนำพาตนเองไปให้ไกลที่สุด เท่าที่ความสามารถของเขาจะทำได้ในชีวิตของเขา

การสร้างฉันทะนั้น เกิดจากองค์ประกอบใหญ่ๆ 3 สิ่งคือ 
การสร้างแรงบันดาลใจ 
การเป็นตัวอย่างที่ดีให้เจริญรอยตาม    และ
การหล่อเลี้ยง รดน้ำพรวนดินให้ศิษย์ได้เติบโตอย่างรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง 

   มาถึงตรงนี้อยากชวนทุกท่านลองสร้างความเป็นครูในตัวคุณดู อาจจะขอไปเป็นครูอาสาหรือลองสอนเด็กข้างบ้านหรือลูกของคุณเองด้วยแนวคิดที่ผมเสนอดู เพราะความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่จะทำให้คุณแช่มชื่นใจจากการให้ และคุณจะรู้ว่าการสร้างคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติที่ทำจริงไม่ได้
   ทีนี้มาถึงทางเลือกที่ท่านต้องเลือกแล้วว่า ท่านจะเลือกเผชิญปัญหาเรื่องคนอย่างไร? ถ้าเลือกวิธีเดิมที่เคยใช้มา ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่เจออยู่ทุกวันนี้ หรือท่านจะเลือกทดลองทำเหตุ-ปัจจัยใหมๆ่ เพื่อให้เจอหนทางการสร้างองค์กรแบบที่ท่านฝันที่จะมี