วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2553

การทำงานผ่าน “คน” : ผู้นำในฐานะโค้ช

บริษัท VS ทีมฟุตบอล
วันนี้ผมจะชวนมาดูบอลกัน.. แต่ไม่ได้ดูในมิติการแข่งขันกีฬาที่ผู้คนทั่วโลกคลั่งไคล้ ผมจะชวนดูในมิติของการทำทีม ถ้าจะเปรียบทีมฟุตบอลซักทีมเป็นบริษัทหนึ่งบริษัทก็น่าจะเปรียบได้เพราะ ทีมฟุตบอลมีชื่อทีมและตราประจำทีม บริษัทก็มีชื่อและตราของบริษัท ทั้งสองมีคนทำงาน มีสินค้า(ในกรณีฟุตบอลคือความบันเทิงผ่านการแข่งขัน) มีหัวหน้างานแต่ละแผนก(คือโค้ชกองหน้า โค้ชกองหลัง ฯลฯ) มีผู้บริหาร(คือผู้จัดการทีม) มีคณะกรรมการบริหาร มีผู้ถือหุ้น มีลูกค้า(คือพวกเราที่ซื้อตั๋วเข้าชมหรือจ่ายค่าเคเบิลทีวีเพื่อชมผ่านการถ่ายทอดสด) มีระบบกระจายสินค้า(ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดผ่านยี่ปั้ว ซาปั้ว) และอื่นๆ ทุกอย่างที่เราเห็นทำกันทางธุรกิจ 

 สิ่งที่ผมจะชวนมองอย่างพินิจคือการทำทีมที่ทำให้คนทำงานสามารถนำศักยภาพส่วนบุคคลมารวมเป็นศักยภาพของทีมได้ด้วยการบริหารแบบโค้ชและผู้จัดการทีมที่ปรับทิศทางพลังงานที่สะเปะสะปะของลูกทีมให้เป็นทิศทางเดียวกันได้ 
หลักฐานคือการเปลี่ยนผู้จัดการทีม แม้ยังใช้โค้ชและนักเตะชุดเดิม ก็สามารถเปลี่ยนทีมที่กำลังเป็นดาวร่วงให้เป็นดาวรุ่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ!  คุณคิดว่าผู้จัดการทีมทำอะไรจึงสร้างความเปลี่ยนแปลงนั้นได้? (ลองกูเกิล jose murinho ดูนะครับ) ถ้าเราถอดรหัสชุดนี้ออก เราก็สามารถเปลี่ยนบริษัทธรรมดาๆ ของเราให้ติดอันดับต้นๆ ของธุรกิจได้ ! 
คำไขของรหัสชุดนี้คือ ผู้จัดการทีมรู้ “วิธีรวมใจและทำงานผ่านคน” การทำงานผ่านคนคือ การทำให้คนทำงานมีวิธีคิดของเราในวิธีทำงานของเขา  ซึ่งส่วนใหญ่เราจะให้คนทำงานด้วยวิธีของเราและวิธีคิดของเขา ผลลัพธ์จึงออกมาในลักษณะที่ว่า เราต้องสั่งงานอย่างละเอียดทุกขั้นตอน แม้กระนั้นก็ยังมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เราก็ต้องมาอธิบายทุกขั้นตอนใหม่อีกครั้ง คนทำงานเองก็ไม่ชอบ เราเองก็ไม่ชอบ และพอจู้จี้มากๆ ก็พลอยไม่ทำงานเอาซะเลย 
ทีมฟุตบอลอาจมีข้อจำกัดมากกว่าบริษัทแต่กลับทำให้ขยายงานง่ายกว่าก็คือ การที่โค้ชและผู้จัดการทีมลงไปเตะเองในสนามไม่ได้ เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากฝึกคนและทำงานผ่านคน ผิดกับหัวหน้างานและผู้จัดการในบริษัทที่ลงไปทำงานแทนพนักงานได้เพราะทำงานผ่านระบบเอกสาร ฉนั้นหัวหน้างานจึงมักลงไปแก้ปัญหาเองเพราะง่ายและเร็วกว่าที่จะต้องพัฒนาคน เป็นที่มาของการจัดการผ่านระบบเอกสารมากขึ้นๆ ในบริษัท มุมมองของการทำงานจึงสะสมเป็นการผลิตเอกสารด้วยการแบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ ให้หลายคนทำแต่ต้องมาถูกรวมและตรวจโดยหัวหน้างาน(เป็นที่มาของบริษัทเล็กแต่คนทำงานเยอะดังที่กล่าวในตอนที่แล้ว) และละเลยการพัฒนาคนทำงานให้มีคุณภาพไป 

ออกจากกรอบการทำงานเดิมเปลี่ยนมุมมองของการทำงานใหม่ 
การทำงานผ่านคนในบทบาทโค้ชจึงต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ที่ว่าหัวหน้างานต้องไม่ลงไปทำงานและแก้ปัญหาเอง แต่ต้องพยายามสร้างคนทำงานที่มีวิธีคิดที่ถูก พึงระลึกอยู่เสมอว่าหน้าที่ของหัวหน้างานคือการสร้างคนทำงานที่มีประสิทธิภาพเหมือนกับตน คนทำงานที่สามารถแก้ปัญหาเองได้(วิธีคิดของเรา วิธีแก้ปัญหาของเขา) เพราะคนสามารถพัฒนาได้ ไม่ใช่มองคนแบบพัฒนาไม่ได้แล้วพยายามจ้างคนเก่งมาใช้งานอย่างเดียว การสร้างคนจึงเป็นอีกหนึ่งงานที่บริษัทต้องทำ เหมือนที่ทุกบริษัทต้องทำบัญชี ทุกบริษัทต้องมีแผนกพัฒนาคนทำงาน เพราะหัวใจของการทำงานผ่านคนคือการสร้างคน แม้เป็นวิธีที่ยากและใช้เวลานานแต่เป็นวิธีที่เราไม่ต้องเหนื่อยทำงานแบบห่างงานไม่ได้ไปตลอดชีวิต
ผู้บริหารควรตีโจทย์แผนกบุคคล(Human Resource)ในบริษัทของตัวเองใหม่ ไม่ใช่มีหน้าที่แค่คิดเงินเดือนพนักงาน สัมภาษณ์ผู้สมัครงาน จัดอบรม(แบบเปล่าประโยชน์ เพราะออกมาจากห้องอบรมก็ลืมแล้ว)เป็นครั้งคราว และถ้าจะเปรียบเทียบกับทีมฟุตบอลอีกครั้ง ทีมฟุตบอลระดับโลกทุกทีมมีทีมเยาวชน เพราะเขาเห็นความสำคัญของการสร้างคนตั้งแต่เด็ก  และแนวคิดการสร้างคนในองค์กรนี้ไม่ใช่ไม่ถูกทำเลย เพียงแต่มีไม่กี่คนที่รู้ว่าขบวนการสร้างคนและเลื่อนขั้นในบริษัทใหญ่ๆ อย่าง General Electric นั้นเข้มข้นเพียงใด ที่ GE มีการประชุมสำคัญทุกไตรมาสที่เรียกว่า Corporate Executive Council ที่ผู้บริหารระดับสูงต้องมาร่วมประชุมสองวันครึ่งกับผู้จัดการทุกแผนก เพื่อประเมิณว่าใครมีกึ๋น ใครควรย้ายไปทดสอบศักยภาพในแผนกใหน ใครต้องการการสนับสนุน และใครทำงานจริงไม่ได้และถูกกรองออกจากระบบ ในฉบับหน้าจะคุยกันต่อในเรื่องการทำงานผ่านคนนี้เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับการพัฒนาองค์กร

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“คน” เป็นทางตัน หรือ ทางรอด ขององค์กรในปัจจุบัน

100 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาระบบทำงานและจัดการในบริษัท องค์กร ไปมากมายในทุกๆ แผนกที่รวมกันเข้าเป็นบริษัทเพื่อดำเนินงานได้ เช่น แผนกบัญชี ขณะนี้เรามีระบบบัญชีที่เรียกได้ว่าครอบคลุมเกือบทุกกรณีที่เกิดขึ้นได้ในทางบัญชีธุรกิจแล้ว เรามีแบบแผนการคำนวณมูลค่าที่เป็นสากลทั่วโลก โปรแกรมบัญชีที่ลดภาระการสอบทานกระทบยอดเพราะใช้ระบบฐานข้อมูล ในแผนกการผลิตที่เริ่มต้นจากสายพานการผลิต ตอนนี้ถูกเสริมด้วยระบบควบคุมคุณภาพทั้งขบวนการผลิตและงานเอกสาร การเพิ่มความละเอียดของการผลิตระดับนาโนเทคโนโลยี หรือแผนกบริการลูกค้าที่สะสมความเป็นมืออาชีพตั้งแต่เครื่องแบบของบริษัทจนถึงพนักงานที่ต้อนรับลูกค้าด้วยแบบแผนเดียวกันทั้งประเทศ จนมาถึงระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งข้อความอวยพรวันเกิดและแจ้งข่าวโปรโมชั่นพิเศษของเดือนแบบอัตโนมัติ 
แต่ถ้าเราลองมาพิจารณาดีๆ ว่าทำไมทิศทางของการบริหารจัดการจึงมุ่งการพัฒนาไปทางระบบเอกสาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้พัฒนาคนทำงานเลย? คำตอบง่ายๆ ก็คือ การพัฒนาคนเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะฉนั้นเลยพัฒนาอย่างอื่นรอบๆ คนทำงานไปก่อน และในที่สุดทุกระบบในบริษัทได้ถูกปรับปรุงจนมีคุณภาพเกินคนทำงานไปแล้ว
เราจึงเจอปัญหาอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เช่น การผลิตต้องหยุดชะงักเพราะคนควบคุมไม่รับผิดชอบในหน้าที่ หรือเกิดการรวมตัวนัดหยุดงาน เรียกร้องสิทธิ์

ประท้วง เรียกร้องสิทธิ์
    นโยบายบริษัทที่ถูกคิดเป็นระบบอย่างดีของผู้เชี่ยวชาญจากในและต่างประเทศสามารถทำจริงได้เพียงครึ่งเดียวเพราะพนักงานไม่ร่วมใจปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากเราละเลยเรื่องการพัฒนาคนมาตลอด 100 ปี นับเป็นชั่วอายุคน พอเราจะกลับมาทำงานด้านนี้อีกครั้ง จึงเกิดอาการมืดแปดด้าน ทำไม่เป็น เริ่มต้นไม่ถูก เพราะตั้งแต่ตัวเองเกิดมาไม่เคยถูกสอนเรื่องนี้ทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน แล้วเราเลือกทำอย่างไรต่อ? 
   เราพยายามใช้ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการสร้างระบบมาออกกฏระเบียบเพื่อบังคับคนให้ทำอย่างที่เราต้องการ เพราะเราคุ้นชินกับการทำงานกับเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ สถานการณ์จึงเป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้คือ ระเบียบบริษัทมากมายจนแทบเท่ากฏหมายแต่ใช้บังคับอะไรไม่ได้ คนเปลี่ยนย้ายงานแบบไม่แยแสใคร หาจังหวะได้อยู่บริษัทที่ยอมจ้างคนเยอะแต่ไม่ต้องมีศักยภาพมาก 

   เราจึงเห็นบริษัทเล็กๆ เดี๋ยวนี้มีพนักงานอย่างต่ำเป็นสิบคนขึ้นไป ทั้งที่จริงๆ ทำงานของคนห้าคน ไม่ต้องพูดถึงบริษัทที่มีพนักงานหลักพันคนว่ามีความสิ้นเปลืองขนาดใหนที่แต่ละคนทำงานจริงแค่ 2-3 ชม.ต่อวัน ที่เหลือก็เล่นเฟสบุ๊ค อ่านกระทู้หาที่พักผ่อนสุดสัปดาห์ และทำงานแค่เติมคำในช่องว่าง(แบบฟอร์มต่างๆ)ส่งหัวหน้าพอให้งานพ้นๆ ไป


และถ้าเราลองพินิจในมุมมองผู้บริหารว่ามีตัวแปรอะไรบ้างในธุรกิจที่เราควบคุมได้ สภาวะเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ อัตราภาษี ต้นทุนเรื่องพลังงานในการผลิต ต้นทุนวัตถุดิบ หรือต้นทุนสินค้า ค่าแรงพนักงาน การแข่งขันจากบริษัทคู่แข่งเดิม และคู่แข่งใหม ฯลฯ เพราะฉนั้น ผู้บริหารควรใส่ใจมากๆ กับตัวแปรที่ควบคุมได้ นั่นคือ คุณภาพของคนในองค์กร ระบบที่ทำให้คนทำงานประสานกันและการจัดการองค์ความรู้ในบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างได้เองจากภายในองค์กร คุณภาพของคน เราเลือกจ้างคนที่มีความสามารถสูงได้ (แต่มักมากับค่าตัวที่สูง ความฉลาดแกมโกงที่คอยหาช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับเขา และการออกไปทำธุรกิจส่วนตัว) การออกแบบระบบการทำงานที่เชื่อมโยงประสานกัน (ซึ่งต้องปรับพฤติกรรมการทำงานของคนทั้งบริษัท) ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่สามารถทำได้หากผู้บริหารยังสร้างการทำงานร่วมกันของคนทำงานไม่ได้ล่ะก็ เขาจะต้องทำงานหนักด้วยตัวเองและไม่ได้ผลลัพธ์ที่ฝันไว้แน่ๆ และเป็นธุรกิจต่างหากที่บริหารเรา เราไม่ได้บริหารธุรกิจ

ตอนนี้เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำงานกับคนแล้วกระมัง สำหรับการทำงานเรื่องคนนี้ จะใช้ระดับปัญญาที่ทำให้เกิดปํญหาในปัจจุบันมาแก้ไม่ได้ ต้องใช้ระดับปัญญาที่สูงขึ้นไป หรือ “อภิทักษะ” (Meta-Skill) มาแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพคน ซึ่งในคอลัมน์ “ทีมงานหัวใจหนึ่งเดียว” นี้ จะนำประเด็นและตัวอย่างมาแลกเปลี่ยนและชวนกันคิดหาทางออกจากวังวนของปัญหาร่วมกัน โปรดติดตามฉบับต่อไป