วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2553

“คน” เป็นทางตัน หรือ ทางรอด ขององค์กรในปัจจุบัน

100 ปีที่ผ่านมา เราพัฒนาระบบทำงานและจัดการในบริษัท องค์กร ไปมากมายในทุกๆ แผนกที่รวมกันเข้าเป็นบริษัทเพื่อดำเนินงานได้ เช่น แผนกบัญชี ขณะนี้เรามีระบบบัญชีที่เรียกได้ว่าครอบคลุมเกือบทุกกรณีที่เกิดขึ้นได้ในทางบัญชีธุรกิจแล้ว เรามีแบบแผนการคำนวณมูลค่าที่เป็นสากลทั่วโลก โปรแกรมบัญชีที่ลดภาระการสอบทานกระทบยอดเพราะใช้ระบบฐานข้อมูล ในแผนกการผลิตที่เริ่มต้นจากสายพานการผลิต ตอนนี้ถูกเสริมด้วยระบบควบคุมคุณภาพทั้งขบวนการผลิตและงานเอกสาร การเพิ่มความละเอียดของการผลิตระดับนาโนเทคโนโลยี หรือแผนกบริการลูกค้าที่สะสมความเป็นมืออาชีพตั้งแต่เครื่องแบบของบริษัทจนถึงพนักงานที่ต้อนรับลูกค้าด้วยแบบแผนเดียวกันทั้งประเทศ จนมาถึงระบบลูกค้าสัมพันธ์ที่ส่งข้อความอวยพรวันเกิดและแจ้งข่าวโปรโมชั่นพิเศษของเดือนแบบอัตโนมัติ 
แต่ถ้าเราลองมาพิจารณาดีๆ ว่าทำไมทิศทางของการบริหารจัดการจึงมุ่งการพัฒนาไปทางระบบเอกสาร เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้พัฒนาคนทำงานเลย? คำตอบง่ายๆ ก็คือ การพัฒนาคนเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะฉนั้นเลยพัฒนาอย่างอื่นรอบๆ คนทำงานไปก่อน และในที่สุดทุกระบบในบริษัทได้ถูกปรับปรุงจนมีคุณภาพเกินคนทำงานไปแล้ว
เราจึงเจอปัญหาอย่างที่เห็นทุกวันนี้ เช่น การผลิตต้องหยุดชะงักเพราะคนควบคุมไม่รับผิดชอบในหน้าที่ หรือเกิดการรวมตัวนัดหยุดงาน เรียกร้องสิทธิ์

ประท้วง เรียกร้องสิทธิ์
    นโยบายบริษัทที่ถูกคิดเป็นระบบอย่างดีของผู้เชี่ยวชาญจากในและต่างประเทศสามารถทำจริงได้เพียงครึ่งเดียวเพราะพนักงานไม่ร่วมใจปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากเราละเลยเรื่องการพัฒนาคนมาตลอด 100 ปี นับเป็นชั่วอายุคน พอเราจะกลับมาทำงานด้านนี้อีกครั้ง จึงเกิดอาการมืดแปดด้าน ทำไม่เป็น เริ่มต้นไม่ถูก เพราะตั้งแต่ตัวเองเกิดมาไม่เคยถูกสอนเรื่องนี้ทั้งจากที่บ้านและโรงเรียน แล้วเราเลือกทำอย่างไรต่อ? 
   เราพยายามใช้ทุกสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการสร้างระบบมาออกกฏระเบียบเพื่อบังคับคนให้ทำอย่างที่เราต้องการ เพราะเราคุ้นชินกับการทำงานกับเครื่องจักรและคอมพิวเตอร์ สถานการณ์จึงเป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้คือ ระเบียบบริษัทมากมายจนแทบเท่ากฏหมายแต่ใช้บังคับอะไรไม่ได้ คนเปลี่ยนย้ายงานแบบไม่แยแสใคร หาจังหวะได้อยู่บริษัทที่ยอมจ้างคนเยอะแต่ไม่ต้องมีศักยภาพมาก 

   เราจึงเห็นบริษัทเล็กๆ เดี๋ยวนี้มีพนักงานอย่างต่ำเป็นสิบคนขึ้นไป ทั้งที่จริงๆ ทำงานของคนห้าคน ไม่ต้องพูดถึงบริษัทที่มีพนักงานหลักพันคนว่ามีความสิ้นเปลืองขนาดใหนที่แต่ละคนทำงานจริงแค่ 2-3 ชม.ต่อวัน ที่เหลือก็เล่นเฟสบุ๊ค อ่านกระทู้หาที่พักผ่อนสุดสัปดาห์ และทำงานแค่เติมคำในช่องว่าง(แบบฟอร์มต่างๆ)ส่งหัวหน้าพอให้งานพ้นๆ ไป


และถ้าเราลองพินิจในมุมมองผู้บริหารว่ามีตัวแปรอะไรบ้างในธุรกิจที่เราควบคุมได้ สภาวะเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ อัตราภาษี ต้นทุนเรื่องพลังงานในการผลิต ต้นทุนวัตถุดิบ หรือต้นทุนสินค้า ค่าแรงพนักงาน การแข่งขันจากบริษัทคู่แข่งเดิม และคู่แข่งใหม ฯลฯ เพราะฉนั้น ผู้บริหารควรใส่ใจมากๆ กับตัวแปรที่ควบคุมได้ นั่นคือ คุณภาพของคนในองค์กร ระบบที่ทำให้คนทำงานประสานกันและการจัดการองค์ความรู้ในบริษัท เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างได้เองจากภายในองค์กร คุณภาพของคน เราเลือกจ้างคนที่มีความสามารถสูงได้ (แต่มักมากับค่าตัวที่สูง ความฉลาดแกมโกงที่คอยหาช่องทางที่ดีที่สุดสำหรับเขา และการออกไปทำธุรกิจส่วนตัว) การออกแบบระบบการทำงานที่เชื่อมโยงประสานกัน (ซึ่งต้องปรับพฤติกรรมการทำงานของคนทั้งบริษัท) ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แต่สามารถทำได้หากผู้บริหารยังสร้างการทำงานร่วมกันของคนทำงานไม่ได้ล่ะก็ เขาจะต้องทำงานหนักด้วยตัวเองและไม่ได้ผลลัพธ์ที่ฝันไว้แน่ๆ และเป็นธุรกิจต่างหากที่บริหารเรา เราไม่ได้บริหารธุรกิจ

ตอนนี้เราคงหนีไม่พ้นที่จะต้องทำงานกับคนแล้วกระมัง สำหรับการทำงานเรื่องคนนี้ จะใช้ระดับปัญญาที่ทำให้เกิดปํญหาในปัจจุบันมาแก้ไม่ได้ ต้องใช้ระดับปัญญาที่สูงขึ้นไป หรือ “อภิทักษะ” (Meta-Skill) มาแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพคน ซึ่งในคอลัมน์ “ทีมงานหัวใจหนึ่งเดียว” นี้ จะนำประเด็นและตัวอย่างมาแลกเปลี่ยนและชวนกันคิดหาทางออกจากวังวนของปัญหาร่วมกัน โปรดติดตามฉบับต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น